แนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ตามหลักของ Webometrics


แนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ตามหลักของ Webometrics

คำนำ

อ้างอิงบทความเรื่อง บทบัญญัติว่าด้วยแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการปรากฏตัวของเว็บสถาบันการศึกษา (Decalogue of good practices in institutional web positioning) ของ Webometrics จะเห็นได้ว่าแนวปฏิบัติเหล่านี้ยึดตามหลักการของ Search Engine Optimisation (SEO) หรือการปรับแต่ง แก้ไขให้เว็บไซต์รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องไปปรากฏในตำแหน่งที่ค้นหาง่ายสำหรับเครื่องจักรค้นหาข้อมูล (Search Engine) ซึ่งถ้าหากการปรับแต่งเว็บไซต์เป็นไปตามหลักการโมเดลคุณภาพของการเขียนโค๊ด ย่อมสามารถส่งผลให้เว็บไซต์ที่ได้รับการปรับแต่งนั้นสามารถเข้าไปแข่งขันการถูกสืบค้นหากับเว็บไซต์อื่นๆที่มีสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน

ในปัจจุบัน เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า Google คือ เครื่องจักรค้นหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ดังนั้น การปรับแต่งเว็บไซต์ตามหลักการ Google SEO จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เว็บไซต์ของหน่วยงานเป็นมิตรต่อการสร้างดัชนีในการสืบค้นของ Google ซึ่งบทความนี้จะกล่าวถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ SEO อย่างคร่าวๆ เช่น ประเภทของข้อมูลที่ถูกสืบค้นผ่าน Search Engine และประโยชน์ของการทำ SEO ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของแนวปฏิบัติที่ดีตามหลักของ Webometrics

การค้นหาแบบ Organic Search และ Paid Search

ข้อมูลที่ถูกสืบค้นผ่าน Search Engine ถูกจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1) Organic Search หรือการค้นหาแบบไม่มีสิ่งใดเจือปน (ไม่มีการใช้เงินเข้ามาช่วยในการให้เว็บไซต์ไปปรากฏในหน้าแรก แต่ใช้หลักการ SEO เข้ามาช่วยสนับสนุน) และ 2) Paid Search หรือการค้นหาแบบมีสิ่งเจือปน (มีการใช้เงินเข้ามาช่วยในการให้เว็บไซต์ของตนไปปรากฏในหน้าแรก เช่น ประมูลคำศัพท์ค้นหาเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการของตนเอง)

ที่มา http://onsitenow.co.uk/blog/organic-search-vs.-adwords/

Non-SEO และ SEO

เว็บไซต์ที่ไม่มีการปรับแต่งตามหลักการ SEO เปรียบเสมือนสินค้าที่วางขายในตลาดนัด ที่ไม่มีการจัดการตำแหน่งและประเภทของรายการสินค้า ผู้ขายขายสินค้าของตนเองในบริเวณที่ถูกจัดสรรโดยตลาดนัดแบบไม่เป็นระบบ มีการขายของมั่ว สลับกันไประหว่างเนื้อสด อาหารที่ถูกปรุง ของหวาน ผักสด ปลาดุก (ถึงแม้ในบางตลาดอาจจะมีความพยายามในการแบ่งโซน) โดยตัวเราเปรียบเสมือนกับเป็นเครื่องจักรค้นหา ที่เข้าไปตอนแรกจะงงๆ ก่งก๊ง  ว่าเราจะไปหาสินค้านั้นได้อย่างไร เพราะไม่มีป้ายแสดงให้เห็นว่าสินค้าที่เราต้องการนั้นอยู่ในตำแหน่งใด แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ การไปหาสินค้าเหล่านั้นจะเริ่มง่ายขึ้น เพราะเราได้จดจำตำแหน่งของสินค้า และเส้นทางในการเข้าไปถึงสินค้านั้น (คล้ายกับการสร้างดัชนีค้นหาของ Search Engine)


ในทางกลับกัน เว็บไซต์ที่มีการปรับแต่งตามหลักการ SEO เปรียบเสมือนสินค้าที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต เช่น Tesco Lotus ที่มีการจัดการตำแหน่งและประเภทของรายการสินค้า โดยบริเวณ ตำแหน่ง ประเภท และรายการสินค้ามีป้ายกำกับ ง่ายต่อการเข้าถึงสินค้าสำหรับลูกค้า ในกรณีที่มีบริเวณขนาดใหญ่ หลายชั้น เช่นห้างสรรพสินค้า การมีแผนที่กำกับในแต่ละชั้นว่ามีแผนกอะไรบ้างสามารถช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น ซึ่งการมีแผนที่กำกับนี้เปรียบเสมือนการทำแผนที่เว็บไซต์ (Sitemap) ที่ช่วยให้เครื่องจักรค้นหาเข้าไปสร้างดัชนีได้สะดวกยิ่งขึ้น


แนวปฏิบัติที่ดีของ Webometrics 

Webometrics เสนอแนวปฏิบัติหลักๆเพื่อให้เว็บของสถาบันการศึกษาปรากฏในการจัดอันดับคุณภาพของเว็บ ดังต่อไปนี้

1) การหลีกเลี่ยงเทคนิคที่ไม่พึงประสงค์

หลีกเลี่ยงการใช้เทคนิคที่ไม่พึงประสงค์อย่างเด็ดขาด เช่นการใช้เทคนิคการกำหนดตำแหน่งของเว็บแบบคุกคาม (การปั่นจำนวนนับของลิ๊งค์) ทุกชนิด ที่ก่อให้เกิดการสับสนต่อการวัดอันดับของ Webometrics มิเช่นนั้น อาจจะโดนเครื่องหมาย 99999 ในการจัดอันดับ (ดูบทความ 99999 แนวปฏิบัติที่ไม่ดี (Bad Practices) โดย Webometrics)

2) การอยู่ภายใต้โดเมนเดียวกัน

หน้าเว็บต่างๆที่ถูกพัฒนาขึ้นมาต้องอยู่ภายใต้โดเมนเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เว็บคณะ ศูนย์ สำนัก โปรแกรมวิชา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ต้องถูกจำกัดให้อยู่ภายใต้โดเมน pkru.ac.th เท่านั้น การใช้ชื่อโดเมนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง จะส่งผลกระทบต่อการจัดอันดับคุณภาพเว็บไซต์โดย Webometrics

3) การกำหนดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  1. กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดแนวทางการออกแบบเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย เพื่อนำเสนอข้อมูลสารสนเทศของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตโดยหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยฯ เพื่อคุณภาพทางด้านการปรากฏ (Visibility) และการนำเสนอของข้อมูลที่มีอยู่ (Presence)
  2. กำหนดบุคคลหรือทีมงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆที่ต้องรับผิดชอบในการดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการเข้าสู่มหาวิทยาลัยอิเล็กทรอนิกส์
  3. กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดเก็บสารสนเทศทางวิชาการที่สามารถรับผิดชอบต่อการดูแลจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น หอสมุด

4) การปรับเนื้อหาเข้าสู่เนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์

เอกสารสำคัญต่างๆควรจะปรับเข้าสู่เนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ให้มากที่สุด เพื่อให้ได้คุณภาพทางด้านปริมาณเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัย ข้อมูลใดๆที่อยู่ในรูปแบบของเอกสารควรมีการปรับเปลี่ยนในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้บนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย

5) การติดต่อระหว่างลิ๊งค์

ลิ๊งค์ต่างๆบนหน้าเว็บไซต์ที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลต่อการเข้าถึงข้อมูลต่างๆไม่ครบถ้วน ซึ่งหมายถึงลิ๊งค์ที่เชื่อมโยงไปยังเอกสารและหน้าต่างๆภายในโดเมน pkru.ac.th และที่ออกไปยังหน่วยงานภายนอกทั้งในและต่างประเทศควรจะต้องมีความถูกต้องและสมบูรณ์ การที่มีลิ๊งค์ไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพทางด้านการปรากฏ (Visibility) และการนำเสนอของข้อมูลที่มีอยู่ (Presence)

6) การใช้ภาษาอังกฤษ

การใช้ภาษาอังกฤษจะส่งผลให้การปรากฏตัวของเว็บไซต์สู่สายตาชาวโลกรวดเร็วขึ้น เปรียบเทียบได้กับเมนูรายการอาหารที่เป็นภาษาไทยให้กลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้รายการอาหารของลูกค้า การใช้ภาษาอังกฤษจะช่วยให้กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเหล่านั้นเข้าถึงรายการอาหารได้ง่ายขึ้น ดังนั้น รูปแบบของเว็บไซต์ควรจะมีการใช้ภาษาอังกฤษให้มาก เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายจากทั่วโลก นอกเหนือจากหน้าหลักแล้ว ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเอกสารทางวิชาการต่างๆ ควรจะอยู่ในรูปแบบภาษาอังกฤษเช่นกัน เพื่อให้ได้คุณภาพทางด้านการปรากฏ (Visibility) และการนำเสนอของข้อมูลที่มีอยู่ (Presence)

7) การใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของไฟล์

ทาง Webometrics ให้คำแนะนำว่าถึงแม้เอกสารในรูปแบบ HTML จะเป็นเอกสารมาตรฐานของเว็บ ในบางกรณี การใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของไฟล์ เช่น pdf, doc, docx, ppt จะดีกว่าในด้านของการกระจายข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดได้ ตัวอย่างเช่น ไฟล์เอกสารวิชาการที่ถูกสืบค้นพบโดย Google Search Engine ได้ถูกนำไปจัดในกลุ่มของจำนวนบทความวิชาการ และจำนวนบทความวิชาการที่ถูกอ้างอิงโดย Google Scholar

ในขณะที่การจัดอันดับคุณภาพของเว็บไซต์ มองที่ปริมาณและคุณภาพของเนื้อหาที่ปรากฏ รวมถึงความนิยมของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ ดังนั้น เอกสาร หรือไฟล์ต่างๆบนหน้าเว็บไซต์ไม่ควรไปปรากฏซ้ำในหน้าอื่นๆ เช่นเดียวกับการจัดการสินค้าบนชั้นวางตามแผนกสินค้า ที่ไม่ควรมีสินค้าตัวเดียวกันไปปรากฏในแผนกสินค้าอื่นๆ

8) การเป็นมิตรกับ Search Engine

หน้าเว็บที่ถูกพัฒนาจะต้องง่ายและสนับสนุนการสืบค้นของ Search Engine ดังนั้น หน้าเว็บที่ถูกพัฒนาจะต้องเน้นการใช้รูปแบบ Static หลีกเลี่ยงการใช้รูปแบบ Dynamic เช่น การใช้ Flash, Java หรือ JavaScript ที่เป็นอุปสรรคต่อ Robot ของ Search Engine ที่เข้ามาสืบค้นและประเมินคุณภาพเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย การกำหนดไดเรคทอรีที่ลึกเกินไป และการกำหนดลิ๊งค์ที่ซับซ้อนเกินไปสามารถเป็นอุปสรรคต่อ Robot เช่นกัน

Unfriendly URL, ที่มา http://www.wpromote.com/blog/top-10-technical-seo-mistakes-and-how-to-fix-them/


นอกเหนือจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาพที่มีคำอธิบายเนื้อหาแทนตัวอักษร เนื่องจาก Search Engine ไม่สามารถสืบค้นคำศัพท์ที่ปรากฏในภาพ

9) การเก็บค่าความนิยมและสถิติ

จำนวนผู้เข้าชมและสถิติจะแสดงให้เห็นถึงปริมาณของผู้เข้าชม และตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของผู้เข้าชม รวมถึงวิธีการที่ใช้เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย ทาง Webometrics แนะนำให้ลองใช้ Google Analytics จะทำให้ทราบถึงกลุ่มเป้าหมาย

Google Analytics, ที่มา https://www.cloudflare.com/apps/google_analytics/


10) การเก็บสำเนาเอกสาร

การสำรองข้อมูล เช่น การเก็บสำเนาเอกสารที่เก่าหรือไม่ทันสมัยบนเว็บไซต์ควรจะต้องปฏิบัติ เพราะในบางครั้ง เอกสารอาจจะสูญหายจากการออกแบบเว็บไซต์ และไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้

11) การกำหนดมาตรฐานของคำ

การใช้คำหัวเรื่องรวมถึง metatags ที่มีความหมายเข้าใจง่ายจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น (Visibility) เว็บเพจของหน่วยงานจากการค้นหาของ Search Engine รวมถึงการใช้ชื่อหัวเรื่อง หัวข้อ คำอธิบายรูปภาพให้เป็นมาตรฐาน ง่ายต่อการสือค้น โดย Webometrics เสนอให้ยึดหลักมาตรฐานของ Dublin Core

สรุป

แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการปรากฏตัวของเว็บสถาบันการศึกษา เน้นเรื่องการปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตามหลัก SEO ซึ่งจะสามารถช่วยให้เว็บของสถาบันการศึกษาขยับไปสู่อันดับที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การเห็นผลลัพธ์ดังกล่าวอาจจะต้องใช้เวลา เพราะขึ้นอยู่กับการสร้างดัชนีในการค้นหาของ Search Engine เปรียบเสมือนกับการปลูกต้นไม้ที่ต้องรอวันออกดอกผลมาให้ชื่นชม 

การเห็นผลลัพธ์จะชัดเจนถ้าเว็บไซต์ของสถาบันการศึกษานั้นไม่เคยมีการปรับแต่งตามหลัก SEO แล้วมีการประยุกต์หลักการ SEO เข้าไปในเว็บไซต์อย่างจริงจัง เช่น การใส่ใจในรายละเอียดในการเพิ่มคำอธิบาย alt = ในส่วนของ Ahref Tags ต่างๆ การใส่ใจในการใส่คำศัพธ์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ การใส่ใจในการตั้งชื่อเรื่อง การใส่ใจในการกำหนดรูปแบบของ url เพื่อเป็นมิตรกับ Search Engine

ในขณะเดียวกัน การปรับแต่งตามหลัก SEO เพียงเล็กน้อยอาจจะไม่สามารถทำให้เว็บไซต์ของสถาบันการศึกษาไปสู่อันดับที่ดีขึ้นได้ เนื่องจากการแข่งขันปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตามหลัก SEO ได้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่ดีของสถาบันการศึกษาจำนวนมาก นอกเหนือจากนี้ ผู้ที่ทำหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์ต้องหมั่นคอยติดตามเกณฑ์ของ SEO เช่น Google ที่มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ SEO ในการสืบค้นอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น เกณฑ์ล่าสุด Google ประกาศว่า คำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หรือ keywords ที่เคยถูกใช้ในการช่วยสืบค้นจะไม่สามารถช่วยให้ Google ค้นหาเนื้อหาของเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น

อีกประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ เกณฑ์ในการวัดคุณภาพเว็บไซต์ของ Webometrics ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่หลักการของ SEO แต่ยังรวมถึงคุณภาพของการอ้างอิงบทความของนักวิชาการของสถาบันการศึกษา และคุณภาพของบทความวิชาการของนักวิชาการที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการชั้นนำ (ดูบทความ 1) แนวทางสู่การจัดอันดับ Webometrics ของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (พ.ศ. 2558 - 2560) และ 2) Google Scholar Citations และการจัดอันดับคุณภาพของ Webometrics ประกอบ)

อ้างอิง

  1. Webometrics, Decalogue of good practices in institutional web positioning
  2. แนวทางสู่การจัดอันดับ Webometrics ของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (พ.ศ. 2558 - 2560)
  3. Google Scholar Citations และการจัดอันดับคุณภาพของ Webometrics)

ความคิดเห็น

  1. คุณกำลังประสบกับวิกฤติทางการเงินคุณต้องการเงินเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นคุณมีหนี้และคุณต้องการขายไตเพื่อเงินเยี่ยมชมเราวันนี้และเราจะทำให้ฝันของคุณเป็นจริงซื้อไตสำหรับ 480,000 เหรียญสหรัฐ! มองหาโอกาสที่จะเปลี่ยนระดับของคุณปลดปล่อยตัวเองจากหนี้สินและปฏิเสธความยากจนมองหาการพักผ่อนทางการเงินมองหาวิธีที่จะจ่ายค่าเช่าและแก้ปัญหาครอบครัวอื่นคุณอยู่ในวิกฤตการณ์ทางการเงินและไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรติดต่อเราวันนี้ เราจะเสนอเงินจำนวนมากสำหรับไตของคุณ ชื่อของฉันคือ Doctor Dr. Eustace Oseghale และฉันเป็นนักไตวิทยาที่วิทยาลัยครูแห่งเบนินเคล็ดลับคลินิกของเรามีความเชี่ยวชาญในการผ่าตัดไตและให้การรักษา ซื้อและปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่เหมาะสม
    เราอยู่ในอินเดีย, ตุรกี, ฝรั่งเศส, ไนจีเรีย, สหรัฐอเมริกา, มาเลเซีย, ดูไบและคูเวต
    หากคุณมีความสนใจในการขายหรือซื้อไตโปรดติดต่อเราผ่านทางอีเมลของเรา: dreustaceoseghale009@gmail.com
    WhatsApp: +2348133873774
    ผู้บริจาคจริง / ผู้ขาย / ผู้ซื้อมีความจำเป็น
    ขอแสดงความนับถือ ...
    Dr. Eustace Oseghale

    ตอบกลับลบ

โพสต์ความคิดเห็น